พระปพนพัชร์ จิรธัมโม สมาธิบำบัดมะเร็ง เดลินิวส์ 2 ก.พ. 54

ข่าวสาร ข่าวประชาสัมพันธ์ ประมวลภาพกิจกรรม เรื่องราวทั่วไปของมูลนิธิอภิญญาณอโรคยศาล
กฎการใช้บอร์ด
1. ไม่กล่าวพาดพิงสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นที่รักยิ่งของประเทศ
2. งดการพูดคุย แลกเปลี่ยนทัศนคติทางการเมือง
3. ขอความร่วมมือใช้คำพูดที่สุภาพไม่หยาบคาย
4. ไม่กล่าวพาดพิงบุคคลที่ 3 ที่ไม่สามารถเข้ามาชี้แจงในที่นี้ได้

พระปพนพัชร์ จิรธัมโม สมาธิบำบัดมะเร็ง เดลินิวส์ 2 ก.พ. 54

โพสต์โดย Charatsang เมื่อ ศุกร์ 04 ก.พ. 2011 9:36 pm

พระปพนพัชร์ จิรธัมโม สมาธิบำบัดมะเร็ง
http://www.dailynews.co.th/web/index.cf ... tID=118756






"ตอนนั้น ปี 2539 หมอบอกว่า อยู่ในระยะแรงมากแล้ว รักษาด้วยการแพทย์ปัจจุบันอยู่พักหนึ่ง เมื่อออกจากโรงพยาบาลอาการก็ยังมีอยู่ ยังเลือดไหล กินไม่ได้ พูดไม่ได้ ก็คิดว่าต้องพึ่งตนเอง พึ่งธรรม เลยค้นคว้าสมุนไพรและนั่งสมาธิ ที่สุด ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม อาตมาใช้สมาธิ ร่วมสมุนไพร นั่งสมาธิ 3 ชั่วโมง แล้วเอาตำราที่มี มาศึกษาจนจบ สั่งยาวันนั้นเลย เป็นพืชหายาก ผลก็คือเลือดหยุดไหล เมื่อทานต่อเนื่องจนครบ 5 หม้อ หม้อละอาทิตย์กว่า จากนั้นสแกนตรวจก็ไม่มีมะเร็ง ยามีกลิ่นหอม อร่อย กลมกล่อมนะ แค่ดมกลิ่นก็หายใจโล่ง”

พระปพนพัชร์ จิรธัมโม เจ้าอาวาสวัดคำประมง ตำบลสว่าง อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร เล่าความเป็นมาก่อนที่จะปรับวัดให้เป็นอโรคยศาล เปิดรับผู้ป่วยโรคมะเร็งจากทั่วทุกภาคที่ขอเข้าบำบัด โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายมาตั้งแต่ปี 2548 ด้วยวิถีธรรมะและธรรมชาติ อโรคยศาล วัดคำประมง หมายถึง สถานที่บำบัด รักษาผู้ป่วยโรคมะเร็ง แบบองค์รวม ผสมผสานการแพทย์แผนไทย (สมุนไพร) การแพทย์แผนตะวันตก การแพทย์แผนจีน (ฝังเข็ม) สมาธิบำบัด ดนตรีบำบัด ธรรมบำบัดและอาหารเพื่อสุขภาพ จนกว่าอาการจะทุเลา หรือสิ้นไปด้วยวิถีแห่งธรรมะและธรรมชาติ โดยมุ่งช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ทุกชาติ ทุกศาสนา ที่มีความทุกข์จากโรคมะเร็งโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย “อาตมาทำสถานบำบัดก็เพราะเมืองไทยมีคนป่วย ตายด้วยโรคมะเร็งปีละเกือบหกหมื่นคน สูงกว่าการเสียชีวิตด้วยสาเหตุอื่นทั้งหมด แต่ไม่มีทางออกให้กับประชาชน เราเห็นว่า คนไม่ควรจะตายด้วยมะเร็งหรือเป็นก็ให้ทรมานน้อยที่สุด เลยคิดทำ เพื่อรองรับผู้ป่วยกลุ่มนี้”

การสร้างอโรคยศาล เราเริ่มด้วยสร้างพระประธานให้เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ คนมารักษา เราก็พาคนสวดมนต์ กินยา ทุกวัน คนไข้ที่มาบำบัดมีทั้งอยู่ประจำและไปกลับ นับแต่เริ่มตั้งรวมแล้วประมาณสองพันคน ที่อยู่แบบคนไข้ใน เฉลี่ยประมาณ 40 วัน ผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งขั้นต้น จนถึงขั้นที่สอง ก็รักษาได้สบาย ถ้าถึงขั้นที่สี่ มีโอกาสรอดราว 10 เปอร์เซ็นต์ การรักษาต้องทำอย่างต่อเนื่อง หลวงตาจะดูแลเองทุกคน เพราะคนไข้อาการไม่เท่ากัน อย่างบางคน ถึงขั้นมีก้อนเนื้อใหญ่กระจายทั่วท้องการรักษาให้หายหมดเป็นไปได้ยาก จึงต้องล้อมไม่ให้กระจาย รักษาให้อยู่ด้วยกันอย่างมิตรภาพ โดยคุมอาหารด้วย

เมื่อเข้ามารักษาหลวงตาจะเช็กประวัติ ผลการรักษาที่มีมาแล้ว จากนั้นก็วินิจฉัย บำบัดโดยใช้สมุนไพร กับการฝึกสมาธิ และใช้การแพทย์ทางเลือก เช่น ต้องกินอาหารตามมาตรฐานควบคุมไม่ให้เซลล์ลุกลาม อารมณ์ให้จิตใจแจ่มใส ผ่อนคลาย ไม่เครียด อยู่ในที่อากาศดี ถ่ายเทสะดวก โดยให้อยู่กับครอบครัว มีหลักการว่าจะไม่ฆ่ามะเร็ง เพราะมะเร็งอยู่ชั่วเวลาหนึ่ง ถ้าไม่กระตุ้น ไม่มีอาหาร โตไม่ได้ ก็ต้องตายเอง

“การรักษามะเร็ง ใช้วิธีผสมผสาน จะฉายเดี่ยวอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ บางชนิดการแพทย์แผนปัจจุบันช่วยให้หายเร็วขึ้น เช่น มะเร็งปากมดลูกระยะต้น ๆ ก็ต้องรักษาตามแนวทาง ด้วยเคมี ฉายแสง ผสมกับการใช้ยาแผนไทย มะเร็งเต้านมที่ไม่กระจาย ใช้ผ่าตัดได้ เคมีส่วนหนึ่ง แล้วมาผสมแผนไทยเพื่อเพิ่มภูมิต้านทาน”

หลวงตาปพนพัชร์ เล่าว่าคนไข้ที่เข้าขั้นสุดท้าย หมดหนทางกับการรักษาแผนปัจจุบัน เมื่อไปถึงวัด 2-3 วันแรก จะไม่มีความสุข ก็ต้องดูแลฟื้นสภาพจิตใจ ซึ่งมักต้องเยียวยากันทั้งครอบครัว เพราะบางรายครอบครัวอาการหนักกว่า โดยมีคนไข้ช่วงปลายที่ต้องดูแลกัน 30 ราย ซึ่งต่างก็พึ่งพาอาศัยกัน ถึงวาระสุดท้ายก็มาดูใจกัน “คนที่มาถึง ส่วนใหญ่ใช้จ่ายเงินกับค่ารักษาพยาบาลหมดแล้ว กู้หนี้ยืมสินมาก็เยอะ เอาชีวิตมาฝากเรา คนคนนั้น เป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นสามี ที่เอามาฝาก หนัก ๆ ทั้งนั้นเราจึงต้องดูแล มีข้าวกล้องให้กิน ปลูกผักกันเอง แต่ละบ้านมีอาหารกองกลางให้”

การบำบัด นอกจากรับประทานยาสมุนไพร ยังมีข้อวัตรปฏิบัติเป็นกิจวัตร ทุกเช้าต้องตื่นออกกำลังกาย ใส่บาตร ฟังธรรม สวดมนต์ ร้องเพลง หรือกิจกรรมดนตรีบำบัด โดยหลวงตาอธิบายว่า สมาธิบำบัดไม่ใช่นั่งปฏิบัติอย่างเดียว การร้องเพลง ก็เป็นกิจกรรมบำบัดอย่างหนึ่ง เคยมีนักเปียโนมีชื่อเสียงคนหนึ่งเป็นโรคมะเร็ง มารับการบำบัด ก็เล่นเพลงคลาสสิกของโมสาร์ทให้ฟัง โดยกิจกรรมเหล่านี้จะเสร็จตอนสิบโมงเช้า

การบำบัดมีหลากหลายวิธี ไม่เจาะจงและต้องไม่เครียด หัวเราะบำบัดก็มี

“หลวงตาจะดูแลคนไข้ทุกคน และคุยกับทุกคน ด้วยตัวเอง อันดับแรกจะบอกให้ยอมรับความตาย บอกเลยว่าต้องเตรียมตัวตายนะ คนที่อาการหนักก็จะเวียนไปคุยด้วย บางคนดึก ๆ ปวดมากมาเคาะเรียกไปคุยกันก็มี ก็บรรเทาจากหนักเป็นเบาได้ ถ้าจะตายก็สวดส่งวิญญาณ มีคนไข้อื่นช่วยสวดด้วย มีอยู่รายหนึ่งหมดลมหายใจแล้ว ช่วยกันสวดอิติปิโส (บทสรรเสริญพระพุทธคุณ) ให้ 108 จบ เขากลับฟื้นขึ้นมา อยู่ได้อีกเดือนกว่า และส่วนใหญ่เมื่อจะเสียชีวิตก็ไม่ทุรนทุราย

ช่วงปีใหม่ มีงานใหญ่ คือพิธีพุทธาภิเษก โดยให้คนไข้นั่งรวมกัน โยงสายสิญจน์ สวดมนต์บทอิติปิโส 108 จบ ปลุกเสกคน เป็นการให้กำลังใจกัน คนไข้อาการหนักไม่ต้องมาให้นอนฟังอยู่บนเตียงก็ได้

สำหรับหลักธรรมที่นำมาใช้สั่งสอน หลวงตาบอกว่า ใช้ทุกเรื่อง เพราะเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล โดยเปิดโอกาสให้นำสิ่งที่ค้างคาใจออกมา เช่นปัญหาครอบครัว การเงิน บาปที่ทำในอดีต ที่ฝังใจไม่ลืม พอได้พูดคุย ก็ถอนความฝังใจนั้นได้ ความสัมพันธ์ของจิตวิญญาณ กาย กับโรค มันมีอยู่ เมื่อได้พูดก็สบายใจ

เมื่ออยู่ได้สักระยะ คนที่นี่จะไม่มีทุกข์ เป็นมะเร็งแต่โชคดีที่ไม่มีทุกข์ สามารถพัฒนาจิตใจจนพ้นทุกข์ได้ จนถึงวาระสุดท้าย คนไข้บางคนบอกกับหลวงตาว่า โรคจะหายหรือไม่ก็ตาม แต่ที่ได้แน่ๆ คือธรรมะ จากการฟังเทศน์ทุกวัน เช้า เย็นก่อนกินยา บางวันมีแถมตอนกลางวันอีกด้วย

เราถามว่า การเผยแพร่ข้อมูลให้รับรู้อย่างกว้างขวางจะทำให้มีคนไข้ไปที่วัดมากขึ้น จะรองรับไหวหรือไม่ หลวงตาตอบพร้อมกับรอยยิ้มอย่างมีเมตตาว่า มาได้หลวงตาไม่ปฏิเสธคนมาพึ่ง มากันเยอะบ้านพักไม่พอก็กางเต็นท์นอน

ในท้ายที่สุด หลวงตาฝากหลักคิดถึงคนไทยทั้งปวงว่า ทุกวันนี้การเจ็บป่วยด้วยโรคมะเร็งทวีจำนวนขึ้นทุกวัน เป็นภาระสำคัญของชาติ คิดมูลค่าเป็นแสนล้านบาทต่อปี ถ้าประมาทการใช้ชีวิต ประมาทในการกิน การอยู่ หลับนอน มะเร็งคงไม่หมดไปแน่ ถ้าเลิกละสิ่งที่ยั่วยวนทั้งหลาย ก็จะลดความเสี่ยงได้ แต่คนส่วนใหญ่มักโลภ หากินทั้งวัน จนเป็นมะเร็ง เพราะขาดความสมดุล การใช้ชีวิตกับความ โลภ เครียด แย่งชิง สุดท้ายเอาไปไม่ได้ ถ้าใช้ชีวิตสมดุล กินพอประมาณ กามพอประมาณ เกียรติพอประมาณ อยู่ในศีลห้า โรคก็จะห่างเราเอง แต่ที่เป็นอยู่ ส่วนมากเราไปหามันเอง เช่น เหล้า บุหรี่เราหามาเอง ต้องปรับให้สมดุล ชีวิต จิตใจ ผ่อนคลาย ทำสมาธิ ไหว้พระ สวดมนต์ ก็จะมีความสุข เป็นโรค ก็ไม่ต้องทุกข์ เพราะเป็นแล้วก็รักษาตามแนวที่สมัครใจ ไม่จำเป็นต้องมาหาหลวงตากันทุกคน แต่ถ้าจะมาก็ไม่รังเกียจกีดกัน

การรักษาของอโรคยศาลวัดคำประมง แม้จะเป็นการรักษาแบบองค์รวม ใช้สมุนไพร สมาธิบำบัด แต่ก็ดำเนินการควบคู่กับวิทยาการทางการแพทย์สมัยใหม่ มีรูปแบบการรักษาที่โรงพยาบาลมาดูงาน มีผลการบำบัดด้วยกระบวนการทดลองทางวิทยาศาสตร์ ทดลองกับสัตว์ เช่นหนู การใช้สมุนไพรฆ่าเซลล์มะเร็ง หลักประกันสุขภาพก็กำลังถอดรหัสเพื่อเอามาใช้อยู่ เพราะช่วยประหยัดงบประมาณ

“หลวงตาขอฝากถึงแพทย์ พยายามใส่ใจเรื่องจิตวิญญาณของผู้ป่วยระยะสุดท้าย หรือผู้ป่วยเรื้อรังให้เอาธรรมะ เอามนตราเข้ามาช่วย เขาจะพ้นทุกข์ ยิ้มได้”.
แนบไฟล์
p22jit.jpg
p22jit.jpg (19.8 KiB) เปิดดู 2015 ครั้ง
Charatsang
 
โพสต์: 169
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ 26 พ.ค. 2010 6:07 pm

ย้อนกลับไปยัง ข่าวสาร / กิจกรรม / เรื่องทั่วไป ของมูลนิธิฯ

ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน

cron